จากปลายปีเก่าเข้าต้นปีใหม่ แม้จะยังมีการระบาดของโอมิครอน แต่หลายๆ กิจการเริ่มกลับมาดำเนินงานได้จากมาตรการผ่อนคลายของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นกิจการที่ slow down กิจการที่เว้นวรรคแล้วกลับมาเปิดอีกครั้ง หรือกิจการเปิดใหม่สดซิงรับปีขาล มีเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ เหมือนๆ กัน ก็คือ “คนทำงาน” ซึ่งอันดับแรกของอันดับแรกอีกทีก็คือ จะหาคนทำงานที่เหมาะกับกิจการของเราได้ที่ไหน
กิจการที่ไม่ได้หยุดดำเนินงาน แต่แค่ slow down โชคดียังมีคนที่สามารถประคองงานต่อไปได้ ถ้าคิดจะปรับฐานเพื่อรับการกลับไปสู่ขนาดเดิมหรือขยายตัวเพิ่มมันก็ต้องใช้เวลา และถ้าไม่เริ่มมองหาคนๆ นั้นตั้งแต่วันนี้ จะไปเริ่มตอนไหน แล้วจะทันคนอื่นเค้ามั้ย น่าคิดอยู่นะ แล้วยังมีกิจการที่หยุดเว้นวรรค เลิกจ้างพนักงานเก่าทั้งหมดเพื่อลดขนาดธุรกิจ หรือแม้แต่กิจการที่เปิดใหม่รับอนาคตปีขาลที่สดใสแข็งแรง กิจการเหล่านี้จะหาพนักงานได้จากที่ไหน
คำตอบไม่ยาก HR ทุกคนรู้ดี ในทำนองเดียวกันกับสำนวนอยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ อยากได้เงินทุนต้องเข้าตลาดทุน ถ้าเราจะหาแรงงานเราก็ต้องไปตลาดแรงงานเหมือนกัน เข้าประเด็นกันเลยว่า Your HR เห็นว่า ตลาดแรงงานไทยในปีนี้และปีต่อๆ ไปอีก 2-3 ปี จะเหมือนกับ set zero กันใหม่ โดยจะเป็นตลาดทั้งของลูกจ้างและนายจ้าง ทำไม Your HR เห็นแบบนี้ มันมีเหตุผลให้พิจารณาอย่างแน่นอน
Great Resignation สู่ Great Termination
มาว่ากันเรื่องตลาดของฝั่งนายจ้างกันก่อน ช่วงกลางถึงปลายปีที่แล้วตลอดจนเข้าต้นปีนี้ มีข่าวที่กูรูด้าน HR ให้ความสนใจกันอย่างมากมายคือ ปรากฎการณ์ Great Resignation ในตลาดแรงงานยุโรปและสหรัฐอเมริกา หลายสำนักมีการวิเคราะห์คาดการณ์ว่าปรากฎการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานไทยมั้ย หรือตลาดแรงงานไทยจะเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันหรือไม่อย่างไร
จุดนี้ความเห็นส่วนตัวของ Your HR เห็นว่ายังไม่มีความชัดเจน ว่าปัจจัยใดบ้างในตลาดแรงงานไทยจะเป็นตัวเร่งให้เกิดปรากฎการณ์เดียวกันกับตลาดแรงงานในต่างประเทศได้ ซึ่งถ้าว่ากันในหลักวิชาการจริงๆ แล้วนั้น ก็ค่อนข้างแตกต่างจากตลาดยุโรปและอเมริกามากอยู่ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการจ้างงาน ทักษะแรงงาน ผลตอบแทน โครงสร้างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม ถึงแนวโน้มปรากฎการณ์ Great Resignation จะยังไม่แน่ชัด ในตลาดแรงงานไทยก็มีปรากฎการณ์อีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นให้เห็นแล้วอย่างชัดเจนในช่วง 2-3 ปีที่โควิดเข้ามาอยู่กับเรา นั่นคือปรากฎการณ์ Great Termination หลายธุรกิจทั้งเล็กใหญ่ไปไม่รอดตัดสินใจเลิกจ้างพนักงาน ยิ่งเข้าช่วงปลายปีที่แล้วจนต้นปีนี้ ที่โควิดสายพันธุ์เดลต้าต่อด้วยสายพันธุ์โอมิครอนระบาดอย่างหนัก คนติดเชื้อต่อวันพุ่งสูงหลายพันคน ธุรกิจประกันหลายบริษัทบอบช้ำอย่างหนัก เจอ จ่าย จบทำพิษอย่างรุนแรง Your HR ว่าอีกไม่นานเราน่าจะได้เห็นเหตุการณ์ Great Termination จากธุรกิจนี้ หากคณะกรรมการประกันภัยไม่ขยับตัวทางนโยบายช่วยเหลือใดๆ
แล้วปรากฎการณ์ Great Termination ส่งผลให้ตลาดเป็นของนายจ้างอย่างไร?
ง่ายๆ ตรงประเด็นเลยก็คือ การที่แรงงานถูกเทกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน จะทำให้ระดับ labor availability เพิ่มมากขึ้น นายจ้างก็สามารถช็อปปิ้งแรงงานที่ตรงใจได้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ใช่ว่านายจ้างที่ยังดำเนินธุรกิจอยู่ในสภาวะการณ์แบบนี้จะสามารถจ้างแรงงานได้มากๆ หลายธุรกิจยังอยู่ได้ก็จริง แต่ระดับความสามารถในการทำกำไรหรือดำเนินธุรกิจก็อาจไม่เท่าเดิม ดังนั้น หลายแห่งจึงมักถือโอกาสนี้ปรับองค์กรปรับธุรกิจให้รองรับแนวโน้มหรือความต้องการใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในตลาด มีการกระชับปรับปรุงกระบวนงาน (Leaning) ปรับเป้าหมาย (Refocusing) ปรับขนาด (Reorganization) ให้คล่องแคล่วว่องไวมากขึ้น
ดังนั้น การจ้างแรงงานใหม่เข้ามาก็อาจไม่ใช่แค่แทนที่คนเก่า แต่ต้องเป็นคนที่มีความสามารถและทักษะที่ไปได้กับทิศทางใหม่ของธุรกิจด้วย และตรงจุดนี้นี่เองที่ทำให้ตลาดแรงงานปีนี้ก็กลายเป็นโอกาสของลูกจ้างด้วย โดยเฉพาะลูกจ้างที่มีทักษะหลากหลายเหมาะกับการทำงานในศตวรรษ 21

หันมาดูฝั่งลูกจ้างกันต่อเลย ในปีนี้ลูกจ้างที่อยู่ในตลาดแรงงานจะมีทั้งลูกจ้างที่ถูกเทกลับมาจากธุรกิจที่ไปต่อไม่ได้ และลูกจ้างที่เต็มใจเทตัวเองกลับสู่ตลาดแรงงานเอง ลูกจ้างทั้งสองกลุ่มนี้จะมีทั้งกลุ่มแรงงานทักษะต่ำและกลุ่มแรงงานทักษะสูงปะปนกันไป
ในขณะที่กลุ่มแรกซึ่งเป็นกลุ่มถูกเทจะยังมึนๆ งงๆ สับสนไม่รู้จะจัดการยังไงกับชีวิต และส่วนใหญ่ก็ยังมองหางานประจำแบบเดิมๆ ที่เคยทำ รวมถึงรอคอยเป็นตัวเลือกของนายจ้าง กลุ่มที่สอง ซึ่งเป็นกลุ่มที่เลือกเทตัวเองกลับมีเป้าหมายที่ชัดเจนมากกว่า กลุ่มนี้ส่วนหนึ่งพีคกับการทำงานประจำ อยากออกมาตามหาฝัน อยากเป็นเจ้านายตัวเอง อยากมีกิจการของตัวเอง รวมถึงอยากมีอิสระทางการเงิน ซึ่งถ้าศึกษากันลงไปในรายละเอียดแล้ว คนกลุ่มนี้มักเป็นแรงงานทักษะสูงและไม่ยอมเป็นตัวเลือกของนายจ้างแบบเดิมๆ อีกต่อไป หลายคนผันตัวเองมาเป็นฟรีแลนซ์ หลายคนตั้ง start up ตามความฝัน หลายคนมุ่งมั่นเน้นกำไรจากการลงทุน เล่นหุ้น เล่นคริปโต รวมทั้งสินทรัพย์เติบโตเร็วชนิดต่างๆ
ดังนั้น กลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มที่อาจจะไม่กลับไปทำงานประจำอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแรกที่อยากกลับไปทำงานประจำ หรือกลุ่มหลังที่อยากเป็นนายตัวเอง การเคลื่อนไหวของทั้งสองกลุ่มนี้ก็สร้างแรงกระเพื่อมให้ตลาดแรงงานเกิด Labor Liquidity ได้ไม่แพ้กัน
สำหรับกลุ่มที่ยังต้องการกลับไปทำงานประจำแบบที่เคยทำ คงต้องใช้โอกาสนี้เพิ่มทักษะให้ตัวเองเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นมากขึ้น ให้สามารถฉายแสงเตะตานายจ้างได้ท่ามกลางแรงงานมากมายในตลาด หรือแม้แต่กลุ่มที่อยากมีกิจการของตัวเอง อยากมีอิสระทางการเงิน ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มไหนก็จำเป็นต้องมีทักษะที่เหมาะสม
Your HR ขอยกตัวอย่างทักษะสำคัญมากสำหรับศตวรรษ 21 ไว้ให้เบาๆ 2 ทักษะคือ
• ทักษะการเรียนรู้ (Learning ability) จริงๆ แล้วทักษะนี้ขึ้นแท่นทักษะคลาสสิคไปแล้ว ไม่ว่าศตวรรษไหนๆ คนทำงานก็ต้องเรียนรู้ การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือที่เรียกกันหรูๆ ว่า นวัตกรรม เรียนรู้เทคโนโลยีและการใช้งานให้คล่องแคล่ว เรียนรู้ที่จะปรับตัวปรับความคิดให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ฯลฯ
จากประสบการณ์ของ Your HR เอง คนที่มีทักษะนี้สูงๆ มักจะเป็นเบอร์ต้นๆ ที่ได้รับเลือกให้ปฏิบัติงานใหม่ๆที่ยังไม่เคยมีคนทำมาก่อน หรือมีแต่น้อย เพราะคนที่มีทักษะนี้มักจะรักในความท้าทายของงานและสนุกกับการศึกษา วิเคราะห์ สังเคราะห์ ตลอดจนตกผลึกทางความคิดในการพลิกแพลงและจัดการสิ่งต่างๆรวมทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นในงานได้ดี
• ทักษะทางเทคโนโลยี (Technology savvy) เรื่องเทคโนโลยีหนียังไงก็คงไม่พ้น ขนาดทำฟาร์มทำสวนเทคโนโลยียังตามไปมีบทบาทในการจัดการ โครงการ Young Smart Farmer ฮิตติดลมบนมีเกษตรกรรุ่นใหม่ๆ เข้าร่วมถล่มทลาย ทำให้เห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีที่มีต่อธุรกิจและคนทำงานที่ยังไงก็ละทิ้งไม่ได้ และยังทำให้ก้าวเร็วหรือก้าวหน้ากว่าคนที่ไร้ทักษะด้านนี้อีกด้วย
ไม่ว่าคุณจะอยู่ในกลุ่มถูกเทหรือเทตัวเอง Your HR ขอเป็นกำลังใจให้ก้าวต่อไปอยากที่ใจอยากเป็น เพิ่มพูนทักษะให้คุณค่าตัวเองมากๆ เข้าไว้ อนาคตสดใสรอคุณอยู่แน่นอน


