สำหรับคนเป็นพนักงานประจำหรือทำงานเต็มเวลา (Full-time Employee) จะรู้ว่ามีข้อจำกัดมากมายในชีวิตการทำงานแต่ละวัน ไม่ใช่แค่เรื่องของเวลาหรือความเร่งรีบ แต่ยังรวมถึงเรื่องของจิตใจ ความสบายใจ ความสนุก โอกาสแสดงความคิดความเห็นในเรื่องการทำงานอีกด้วย จึงไม่แปลกเลยที่พอทำงานไประยะหนึ่ง หลายคนจะรู้สึกเบื่อหน่าย ขาดชีวิตชีวา เกลียดวันจันทร์ ไม่อยากไปทำงาน จนถึงขั้นความคิดหดตัว หมดไฟ แรงบันดาลใจหายกันไปเลยก็มี
การต้องทำงานตามตารางเวลา ส่วนใหญ่คือ วันจันทร์-ศุกร์ และหยุดเสาร์-อาทิตย์นั้น ลดทอนเวลาและพลังงานอย่างมากมายในการทำกิจกรรมอื่น หลายครั้งถึงวันหยุดก็หมดแรง อยากจะนอน นอน และนอนเท่านั้น บางคนถึงกับเอาวันหยุดเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานกันเลยทีเดียว ตั้งหน้าตั้งตาทำงานทั้งสัปดาห์ เพื่อวันหยุดสองสามวันที่จะได้เป็นอิสระ แล้วก็กลับเข้าสู่ตารางทำงานแบบเดิม วนไปตลอดทั้งปี ถ้าถามว่าเบื่อมั้ย 60 เปอร์เซ็นต์คงบอกว่าเบื่อ ส่วนอีก 40 เปอร์เซนต์คงบอกว่า เบื่อมาก!
วัฒนธรรมองค์กร (Organizational Culture)
ขีดจำกัดยังไม่ใช่แค่เรื่องของเวลา เพราะการเป็นพนักงานของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หมายถึงว่า คุณอยู่ภายใต้วัฒนธรรมองค์กรนั้น “วัฒนธรรมองค์กร” ที่ทำให้เกิดมีข้อกำหนดมากมายให้พนักงานต้องทั้งทำตามและทำตน มีทั้งแบบที่มองเห็นง่ายๆ ชัดเจนเป็นขั้นเป็นตอน เป็นลายลักษณ์อักษร หรือเป็นแบบที่สัมผัสรับรู้โดยบรรยากาศ สัญชาตญาณ หรือบอกเล่าเก้าสิบสืบต่อๆ กันมา
เหตุการณ์ที่พบบ่อย โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ มี layer หรือ hierarchy การทำงานยาวๆ คือ ในช่วงเวลาประชุม ใครเสนอความคิดเห็นเกินหน้าเกินตาเป็นโดนแบน พูดเยอะก็โดนเหน็บแนมว่า show off จนบางครั้งเจอสั่งงานให้ทำแบบจุกๆ กลายเป็นงานเข้างานงอกแบบไม่ทันตั้งตัวกันไปเลยก็มี เข้าทำนองทำดีได้แต่อย่าเด่นจะเป็นภัย
การต้องอยู่ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ซ้ำๆ นำมาซึ่งความอึดอัดขัดข้อง เพราะความไม่ลงตัวในหลายด้านที่ยกตัวอย่างไป บางครั้งทำให้เกิดความไม่สบายใจ เกิดความขัดแย้งทางความคิด หรือกระทั่งหลักการกับทีมงานหรือหัวหน้างาน บางครั้งก็เกิดความบีบคั้นทั้งทางกายและทางใจ เพราะสถานภาพทางตำแหน่งงานที่ไม่เอื้อให้ทำอะไรได้อย่างที่ใจอยากทำ จนต้องสร้าง comfort zone ขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเอง ซึ่งในระยะยาวแล้วนั้น สภาพการณ์แบบนี้ส่งผลลบทั้งต่อตัวพนักงานและองค์กรอย่างมากมาย
วัฒนธรรมฟรีแลนซ์ (Freelance Working Culture)
หันมาดูด้าน Freelance กันบ้าง ขีดจำกัดเหล่านี้แทบไม่มีผลกับ Freelance เลยก็ว่าได้ ในประเด็นเรื่องของเวลา Freelance สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง จัดตารางได้เองให้เหมาะกับกิจกรรมและพลังงานในแต่ละวัน การเป็น Freelance จึงสนองตอบแนวคิด Work Life Balance มากกว่าการเป็นพนักงานประจำ
อย่างไรก็ดี การที่ Freelance มีอิสระในการจัดตารางเวลาตัวเองแบบนี้ อาจต้องแลกกับความโดดเดี่ยวในบางขณะ เพราะว่า Freelance มักจะว่างในเวลาที่พรรคพวกเพื่อนฝูงเค้าทำงานกัน ทีนี้แหล่ะ Freelance เลยต้องหาทางเติมเต็มตารางเวลาของตัวเอง ซึ่งทางที่ดีที่สุดก็คือ การหาลูกค้าเพิ่มเพื่อให้มีงานมากขึ้นนั่นเอง
Freelance ยังสามารถทำงานให้หลายบริษัทได้พร้อมๆ กัน เป็นอีกหนึ่งอิสระที่พนักงานประจำทำไม่ได้ เป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้ Freelance มีโอกาสสัมผัสกับวัฒนธรรมองค์กรหลายรูปแบบ Freelance ต้องมีเป้าหมายชัดเจนในการทำงานให้แต่ละที่ ซึ่งก็คือการผลิตผลงานตามที่ได้ตกลงกัน ดังนั้น Freelance จึงไม่ค่อยจะติดกับดักวัฒนธรรมใดๆ เวลาประชุมก็สามารถออกความเห็นตามที่ควรจะเป็นเพื่อผลงานที่ต้องการ ประชุมกับเบอร์หนึ่งขององค์กร โดยเฉพาะองค์กรบิ๊กๆ ก็อาจมีสั่นไหวในเรื่องบรรยากาศบ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องการนำเสนองานแน่นอน เพราะ Freelance จะอยู่หรือจะไปนั้น วัดกันที่ความพึงพอใจของลูกค้าต่อผลผลิต (Outcome) ที่ส่งมอบเป็นสำคัญ
เรื่องของวัฒนธรรมองค์กรกับฟรีแลนซ์ อาจมองกลับกันก็ได้ว่า การเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรแต่ละองค์กรจะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อการผลิตงานของ Freelance มากกว่าเป็นโทษ เพราะ Freelance ที่เข้าใจธรรมชาติขององค์กรลูกค้าโดยที่ไม่ได้อยู่ในองค์กร มักจะมองเห็นแง่มุมที่คนในมักมองไม่เห็น และสามารถนำมาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์กับงานได้มากกว่า ช่วยอุดช่องว่างช่องโหว่ให้กับองค์กรได้ดีกว่า
คนที่เหมาะกับการเป็น Freelance จึงมักเป็นคนที่สนุกกับเรื่องราวใหม่ๆ ปรับตัวได้กับวัฒนธรรมที่แตกต่าง แล้วนำมาวิเคราะห์หาแง่มุมสนับสนุนการทำงานของตัวเองให้พัฒนาระดับขึ้นไป เป็นคนที่สามารถ balance เรื่องต่างๆ ในชีวิตได้มีเป้าหมายและไร้ขีดจำกัด หากอยากจะเป็น Freelance กันบ้างแล้ว คุณผู้อ่านลองพิจารณาคุณสมบัตินี้ในตัวเองดู
เรื่อง : หทัยกาญจน์ สุริยะ
เผยแพร่ครั้งแรก เว็บไซต์ www.businesstoday.co, 23 สิงหาคม 2563


