สายแฟหลบไป สายมูต้องมา จะไปทำงาน ใส่สีไหนดี!!

Date

เศรษฐกิจแบบนี้ การงานก็มีความเสี่ยง แฟชั่นนิสต้าจะมามัวดูเทรนด์อย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องพิจารณาด้วยว่า สีไหนถูกโฉลก สวมใส่แล้วเสริมมงคล ที่ทำงานบางแห่ง ผู้บริหารเชื่อเรื่องสี เผลอใส่โทนกาลกิณี อาจโดนบอสส่งสายตาค้อนขวับๆ ทั้งวันจนทำงานไม่เป็นสุขแน่

ในสหรัฐอเมริกา นักวิจัยพบว่า สีแต่ละสีเชื่อมโยงกับอารมณ์ความรู้สึก เมื่อมามัดรวมกับศาสตร์ความเชื่อเรื่องสีเสื้อผ้ามงคล ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ บางออฟฟิศถึงกับตั้งกฎว่าให้พนักงานใส่สีประจำวันที่ไม่เป็นกาลกิณี เพื่อให้งานราบรื่น ดีลลูกค้าผ่านฉลุย  

ใครอยากเข้าวงการสายมูเสื้อผ้าสีมงคล เริ่มต้นง่ายๆ ก่อนว่าวันไหนสีอะไรเป็นกาลกิณี

จันทร์จะไปทำงาน เสื้อผ้าที่ไม่ควรหยิบออกจากตู้เลยคือ สีแดง

อังคาร ห้ามใส่ เหลือง ขาว เทา

พุธ งดหวาน อย่าใส่สีชมพู

พฤหัสบดี อย่าหาทำกับสีม่วง

ศุกร์ ถ้าอยากสุขก็อย่าใส่สีเทา หรือดำ

เสาร์ โปรดลืมสีเขียวไปเลย

อาทิตย์ ถึงจะชอบสีฟ้าหรือน้ำเงิน ก็ตัดใจเถอะ

สี ยังมีผลในด้านจิตวิทยา ใครกำลังมีนัดหมายจะไปสัมภาษณ์งานใหม่ หรือติดต่อเจรจากับลูกค้าคนสำคัญ ลองทดสอบดูไม่เสียหลาย มีการสำรวจความคิดเห็นจากผู้ที่ทำงานในส่วนงานทรัพยากรบุคคลจากหลายบริษัท พบว่าสีแต่ละสีให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน เช่น

สีดำ ทำให้ดูมีความเป็นผู้นำ

สีแดง แสดงถึงอำนาจ

สีฟ้า ดูมีความสามารถทำงานเป็นทีม

สีเทา แสดงถึงการคิดวิเคราะห์

สีขาว ดูเป็นคนมีระเบียบแบบแผน

สีสดใส อย่าง เขียว เหลือง ส้ม บ่งบอกถึงความคิดสร้างสรรค์

และขอแสดงความเสียใจกับคนชอบสีน้ำตาล เพราะผลการสำรวจบอกว่าให้หลีกเลี่ยง เพราะแม้สีน้ำตาลจะทำให้คุณดูเป็นคนเรียบง่าย แต่ก็เหมือนดาบสองคมที่ฟ้องว่าคุณไม่ค่อยยอมรับความเปลี่ยนแปลงเอาซะเลย

ส่วนจะใส่สีไหนแล้วดีต่อใจก็ขึ้นอยู่กับประเภทของงานด้วย ถ้าจะไปสัมภาษณ์งานแนวครีเอทีฟ ไม่ควรใส่สีน้ำเงินเข้ม เพราะคุณจะเหมือนคนมีแบบแผน หัวโบราณไปนิด อาจไม่เหมาะกับงานที่ต้องมีความคิดสร้างสรรค์

ถ้าต้องการจะบอกว่าฉันมีความติสท์ที่แตกต่างไม่เหมือนใคร ลองเลือกใส่สีม่วง หรือสีเหลือง ก็สื่อได้ว่าเป็นคนมองโลกในแง่ดี มีความคิดสร้างสรรค์ เอาเป็นว่าใครจะเชื่อแค่ไหนอยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละคน การใส่สีเสื้อผ้ามงคลอาจสร้างความมั่นใจได้ทางหนึ่ง แต่การจะประสบความ สำเร็จในชีวิตการงานนั้น สำคัญที่ว่าคุณเต็มที่กับงานในความรับผิด ชอบดีพอหรือยัง ผลงานที่ออกมาจะเป็นตัววัดความสำเร็จของเราเอง

ข้อมูลจาก

More
articles