สถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาด มนุษย์งานในทุกสาขาวิชาชีพต้องปรับเปลี่ยนการทำงาน
มีหลายงานที่ WFH ไม่ได้ หรือถ้าจำเป็นต้องทำงานจากที่บ้าน ก็จะเป็นเรื่องยากลำบาก เพราะลักษณะงานที่ต้องดูแล ให้บริการ ต้องประสานสัมพันธ์กับคนอื่นๆ
แต่ละวิชาชีพ ต้องปรับตัวอย่างไรในช่วงโควิด-19 อะไรคือความยากลำบาก อะไรคือคุณค่าของงาน ที่ทำให้ทุกคนต้องต่อสู้กับความยากลำบากให้ได้ และอะไรจะเป็นผลลัพธ์ที่จะติดตามมา
สุขอนามัยของแนวหน้า
จิราพร คำภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส

ช่วงโควิด-19 งานเยอะมาก แทบไม่ได้หยุดเลย เวลามีเหตุการณ์ใหญ่ ทางสถานีจะล้มผังปกติ ปรับเป็นรายการพิเศษ เรามีประสบการณ์จากระลอกก่อนหน้า ตั้งแต่คลัสเตอร์บ่อนที่ชลบุรี สมุทรสาคร ก็ทำตลอด จนถึงล่าสุดที่ชุมชนคลองเตย
ครั้งแรกที่จะไปทำข่าวในพื้นที่สีแดงที่ชลบุรีก็กลัว เพราะที่บ้านมีทั้งเด็กและผู้สูงอายุ แต่มันปฏิเสธไม่ได้ เราทำสื่อ ไม่ไปไม่ได้ ก็ไปถามหมอว่าทำยังไงเราถึงจะทำข่าวอย่างปลอดภัย ลงพื้นที่ก็ไปอยู่กับทีมแพทย์ เรียนรู้จากเขา หมอบ่นปวดขา เราก็ถาม หมอเป็นอะไร หมอบอกไม่ได้นั่งเลย ยืนตลอด อ่าว แล้วทำไมหมอไม่นั่ง หมอบอกว่าเวลาลงพื้นที่แบบนี้ คนมา Swap เชื้อกันขนาดนี้ เราไม่รู้เลยใครเป็นใคร การนั่ง หรือพิง ตัวเรา เสื้อผ้าเสี่ยงที่จะสัมผัสเชื้อ แล้วมือเรามาขยี้ตา โดนปากโดนจมูก เชื้อก็เข้าร่างกายได้
“หมอหิวน้ำ” ทำไมไม่กินล่ะ หมอไม่กินน้ำบ่อยๆ เพราะต้องถอดแมสก์ ถือเป็นความเสี่ยง เราอยู่เป็นเดือนก็เรียนรู้ตามทีมแพทย์ที่อยู่ตรงนั้น กินน้ำเป็นเวลา ถอดแมสก์เท่าที่จำเป็น ล้างมือก่อนและหลังจับแมสต์ ไม่โดนด้านหน้าของแมสก์ที่เป็นจุดรับเชื้อ จับเฉพาะด้านข้าง แล้วม้วนเก็บ
ที่ผ่านมาเราก็ว่าระวังตัวแล้ว พอไปเจอทีมหมอพยาบาลที่อยู่หน้างานตลอดเวลา รู้เลยว่าเราพลาดเยอะเหมือนกัน หลังจากนั้นปรับตัวเยอะมาก พกอุปกรณ์ครบทุกอย่าง หน้ากากสองชั้น มือไม่จับหน้า เวลาสัมภาษณ์ใช้ไมค์ยาว ไม่เข้าใกล้แหล่งข่าวเพื่อความปลอดภัยของทั้งเขาและเรา จะพยายามไม่นั่ง ไม่ยืนพิง คอยบอกทีมงาน นั่งรถด้วยกันไม่ใส่แมสก์ไม่ได้ อันตรายเพราะเราไปในพื้นที่เสี่ยง ต้องระวังตัวมากที่สุด ทำงานเสร็จไปถามหมอ นักข่าวลงพื้นที่ต้อง Swap ไหม หมอถามว่าทั้งวันทำอะไรบ้าง ถ้าทำแบบหมอ ไม่ต้อง Swap หมอก็ไม่ได้ Swap ทุกวัน
เสร็จจากทำข่าวโควิดครั้งนี้ คงมีผลระยะยาวที่ทำให้เราละเอียดกับการใช้ชีวิตมากขึ้นกว่าเดิมด้วยเหมือนกัน
ไอทีก้าวหน้า ในวิกฤต
ยุทธนา ชิดเอื้อ หัวหน้ากลุ่มงานบริการด้านปฐมภูมิและองค์รวม รพ.สุขสำราญ จ.ระนอง

ในสถานการณ์โควิด-19 โรงพยาบาลปรับระบบบริการใหม่ พิถีพิถันกับการคัดกรองมากขึ้น มีการจัดพื้นที่รองรับสถานการณ์โควิด-19 แบบ New normal
ผมประจำที่ สอบสวนโรค SRRT สอบประวัติกลุ่มเสี่ยง ที่มีอาการทางเดินหายใจ ถือเป็น ด่านหน้าสำคัญ ทำหน้าที่สอบประวัติ ผู้มีอาการเข้าข่ายป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ ต้องใส่ หน้ากาก N95 เฟซชิลด์ สวมเสื้อป้องกัน ถ้าเช็คแล้วพบว่าเสี่ยงสูง จะส่งต่อไปให้อีกทีมเพื่อทำ Swab ทีมนี้ต้องสวมชุด PPE
ถ้าพบคนไข้เสี่ยงสูง เราจะเครียด อันดับแรกคือคิดทันทีว่าจะมีคนเกี่ยวข้องอีกเยอะมั้ย เพราะเป็นไปได้ว่าจะเจออีก 2-3-4-5 คน แล้วก็ทวีคูณด้วยการที่แต่ละคนไปพบเจอคนกลุ่มอื่นอีก ส่วนความกังวลเรื่องโควิด เราก็ต้องป้องกันเต็มที่ จะดูแลคนอื่นได้ เราต้องปลอดภัยก่อน
ส่วนงานเชิงรุกในชุมชน เน้นให้ความรู้และเฝ้าระวัง ต้องอาศัยเครือข่ายในชุมชน เมื่อก่อนหลักๆ คือ อสม. แต่ตอนนี้ทุกหน่วยงานคุยเรื่องเดียวกันหมด คนติดตามข่าวทำให้เกิดกระแสตื่นตัว มีการแจ้งข่าวมาที่เรามากขึ้นแล้วไม่ใช่แค่ อสม. ถ้ามีคนเดินทางเข้าหมู่บ้าน ไปทำกิจกรรมในชุมชนโดยไม่ใส่แมส หรือไม่กักตัว จะมีคนแจ้งมาทันทีเลย เราก็จะประสาน อสม. ผู้ใหญ่บ้าน ให้ไปช่วยดูแล
สิ่งที่ได้อัพเกรดจากสถานการณ์โควิด คือไอทีที่มาเสริมการทำงานทุกจุด ตั้งแต่ตรวจวัดคัดกรอง ระบบติดตาม อสม.ใช้มือถือส่งข้อมูลครัวเรือนที่ลงเยี่ยมถึงเราได้ทันทีโดยสแกน QR code และใช้Google formซึ่งเริ่มมีการใช้งานไอทีตั้งแต่โควิดระลอกแรก และมีการถอดบทเรียนเพื่อพัฒนารูปแบบและระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
กลุ่มเปราะบาง ยังรอช่วยเหลือ
ชนิตดา ปราบพาล นักพัฒนาสังคมปฏิบัติการ

ดูแลงานด้านสวัสดิการสำหรับทุกกลุ่ม ตั้งแต่เด็กเล็ก เด็กวัยเรียน ผู้สูงอายุ คนพิการ ตามนโยบายด้านสวัสดิการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรุงเทพมหานครเองและกรมต่างๆ ในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ งานปกติคือการลงชุมชนประมาณสัปดาห์ละ 3 วัน เพื่อเยี่ยมผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง เด็กแรกเกิด ในกว่า 40 ชุมชนในพื้นที่เขต
โควิดรอบนี้กับรอบก่อนหน้า การทำงานต่างกันค่อนข้างมาก รอบแรกลงชุมชนทุกวัน เพราะต้องเอาของไปให้คนในชุมชน ทั้งแอลกอฮอร์ หน้ากากอนามัย ถุงยังชีพ ข้าวของที่คนบริจาคกันเยอะมาก แต่พอรอบนี้ลงชุมชนแทบไม่ได้เลย ลงได้เฉพาะเคสที่จำเป็นจริงๆ ประมาณสัปดาห์ละครั้ง เพราะคนในชุมชนกลัว ด้านหนึ่งก็ดีที่คนมีความตื่นตัวในการระวังป้องกันตัว แต่อีกด้านในฐานะคนที่ดูแลสวัสดิการของกลุ่มเปราะบางต่างๆ ก็เครียดว่าจะจัดการอย่างไรเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ได้มากที่สุดในสถานการณ์ที่มีข้อจำกัดแบบนี้
ส่งพลังจากหน่วยเสบียง
ผกามาศ แซ่เฮ้ง บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด

เป็นแอดมิน มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลและบริหารงานห้องอาหารสำหรับพนักงาน คอยจัดการสั่งซื้อวัตถุดิบอาหาร และดูแลงานเอกสารที่เกี่ยวข้อง เวลาทำงานจะใช้ทั้งภาษาจีนและภาษาไทย เพราะมีพนักงานพันกว่าคน เกือบครึ่งเป็นคนจีน
ในช่วงโควิด-19 ต้อง WFH ยุ่งและเหนื่อยกว่าไปออฟฟิศมาก เพราะเป็นงานประสานงาน พอไม่ได้อยู่หน้างานต้องสื่อสารผ่านอีเมล์ ไลน์ วีแชท โปรแกรมแชทของบริษัท และคอยรับโทรศัพท์ที่เข้ามาตลอด ประสานงานพนักงานไทยกับพนักงานจีน แล้วก็ประสานงานให้พนักงานจีนกับคนนอกองค์กร ต้องติดต่อคนเยอะมาก
ในช่วงโควิด มีหน้าที่เพิ่มในการจัดส่งอาหารให้พนักงานของบริษัทที่เป็นคนจีนซึ่งมีความเสี่ยงและต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน ทางบริษัทก็จะดูแลไปจนถึงครอบครัวของพนักงานที่มาจากต่างบ้านต่างเมือง และมีข้อจำกัดด้านภาษา พวกเขาอยู่บ้านอาจจะหาซื้ออาหารไม่สะดวก จะสั่งอาหารนอกบ้านก็ไม่ไว้ใจ เราก็จะประสานงานดูแลจัดทำอาหารกล่องส่งให้พนักงานที่ต้องกักตัว เขาก็วางใจเพราะมาจากห้องอาหารของบริษัทเราเอง บางครั้งเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ก็จะทำให้พนักงานมีแรงกำลังไปลุยงานต่อได้ ก็พยายามทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เพราะงานของเราเหมือนหลังบ้านที่คอยซัพพอร์ตแผนกอื่นให้ทำงานได้อย่างราบรื่นมากที่สุด


