เงิน-งาน จัดการสไตล์ช่างภาพฟรีแลนซ์ แก้ว วลัยรัตน์ ยุทธนาวราภรณ์
ช่างภาพ freelance ผู้หญิง

Date

หลังเรียนจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง แก้ว–วลัยรัตน์ ยุทธนาวราภรณ์ ตัดสินใจว่าจะยึดอาชีพ “ช่างภาพฟรีแลนซ์”

หลังเรียนจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง แก้ว–วลัยรัตน์ ยุทธนาวราภรณ์ ตัดสินใจว่าจะยึดอาชีพ “ช่างภาพฟรีแลนซ์”

ประสบการณ์ครั้งนั้น ถูกถ่ายทอดผ่านนิทรรศการภาพ ‘IN-TRANSIT : อยู่ในระหว่างการจัดส่ง’ ที่จัดแสดงร่วมกับช่างภาพผู้หญิงอีก 5 คน ทำให้ชื่อเสียงของเธอเป็นที่รู้จัก ชุดภาพของแก้วใช้ชื่อว่า Good After Noon, in transit from Bangkok to Seoul

ผ่านประสบการณ์ทำงานหลายปี แก้วพบความถนัดและความชอบของตัวเอง ว่าคือการถ่ายภาพบุคคล และงานอีเว้นต์ โดยเฉพาะงานเบื้องหลังภาพยนตร์-ละครโทรทัศน์ ผลิตหนังสือภาพ เพราะรักการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพถ่าย มีทั้งลูกค้าคอมเมอร์เชียล รวมทั้งลูกค้าบุคคลและครอบครัว ทั้งชาวไทยและต่างชาติ

“เป็นพวกสุขนิยม ถ่ายแมสได้ แต่สไตล์เราจะนิชประมาณหนึ่ง งานน้อยหน่อย แต่ชอบแบบนี้ อยากถ่ายแบบที่อยากถ่าย ไม่ได้ชอบถ่ายทุกอย่าง หลายงานถ้าไม่อินก็ไม่อยากทำ ทำงานไม่สนุก กลับมาทำรูปก็ไม่มีความสุข”

เธอวางตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองอย่างชัดเจน ท่ามกลางกองทัพช่างภาพฟรีแลนซ์ในประเทศไทย

“ช่างภาพมีทุกระดับราคา หลักพันไปจนถึงหลายหมื่น อยู่ที่เราจะสร้าง Value ตัวเองให้ไปเจอกับตลาดแบบไหน ซึ่งเราวางตัวเองในตลาดกลางๆ มีสไตล์ของตัวเอง ซึ่งไม่ตอบโจทย์คนทั้ง 62 ล้าน แต่พอมีคนสนใจพอให้เลี้ยงตัวเองอยู่ได้”

อีกงานที่เธอหลงไหลในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา คือการเป็นอาจารย์พิเศษสอนด้านภาพถ่ายให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัย

ฟรีแลนซ์ คือทำงานที่เรามี passion ..เท่านั้น

ตอนเรียนไปฝึกงานเป็นผู้ช่วยช่างภาพที่สตูดิโอ ได้เรียนรู้กระบวนการทำงานทั้งหมด ที่สำคัญคือได้รู้ว่า ไม่ชอบการทำงานแบบ 8 โมงเช้าตื่นเข้าสตู 5 โมงเย็นเลิกงานกลับบ้าน

งานฟรีแลนซ์คือ ไม่รู้พรุ่งนี้ อาทิตย์นี้จะไปไหนบ้าง งานหน้าจะเป็นยังไง ชอบแบบนี้มากกว่า

รับงานถ่ายรูปตั้งแต่ตอนเรียน ก็เริ่มรู้ว่ามันมีงานแบบนี้ที่เราจะเลี้ยงตัวเองได้ พอเรียนจบ พ่อให้ทุนก้อนหนึ่ง เอาไปซื้ออุปกรณ์ถ่ายรูปทั้งหมด หลังจากนั้นไม่เคยขอเงินที่บ้านอีก เขาก็คงเห็นว่าเราดูแลตัวเองได้

ทำไปหลายๆ ปี เราลองถ่ายมาทุกอย่าง ก็จะรู้ว่าอะไรใช่ อะไรไม่ใช่ อันไหนที่ทำแล้วไม่อิน ก็ปล่อยให้คนที่เขาถนัดทำไป เราก็มีตลาดของตัวเอง

การเป็นฟรีแลนซ์ มีการจ้างประจำเยอะ คือทำด้วยกันยาวๆ กับองค์กรนี้ แต่เรารับงานอื่นๆ ได้ บริหารจัดการตัวเองได้ มองว่าเป็นทางเลือกสำหรับทั้งองค์กรและฟรีแลนซ์

ตัวเองไม่ชอบการทำงานประจำ อย่างงานสอน ที่บ้านเห็นเราชอบ เออ ไปสมัครเป็นอาจารย์เลยไม่ คำตอบคือ “ไม่” เราชอบสอน อยากสอนหลายๆ ที่ ความสนุกคือเด็กแต่ละที่ไม่เหมือนกัน เราต้องสอนต่างกัน นี่คือความสนุกที่เราชอบ แต่ถ้าเป็นอาจารย์ประจำ คือลูกจ้าง คือพนักงาน สิ่งที่ตามมาคืองานด้านอื่นๆ การจัดการ งานเอกสาร ยังมีเรื่องการเมืองในองค์กร และอีกหลายเรื่อง ที่เราไม่ต้องการใช้เวลาด้วย

ว่าด้วยสิ่งที่สอนกันไม่ได้

เป็นฟรีแลนซ์ต้องแข่งขันตลอดเวลา อันดับแรกแข่งกับตัวเองก่อน ตื่นตรงเวลา สร้างผลงานมีคุณภาพ ต้องพัฒนาตัวเองไม่ว่าจะอายุเท่าไร

เด็กจบใหม่เยอะมาก แล้วเข้าถึงเครื่องไม้เครื่องมือ เรียนรู้ได้ไว เจอตัวเองตั้งแต่แรก ทำให้พัฒนาความถนัดได้เร็ว หลายคนเป็น Influencer ตั้งแต่ยังเรียน สำหรับตัวเอง ทำงาน 4 ปี เราใช้ความรู้ที่เรียนมาหมดแล้ว หลังจากนั้นคือประสบการณ์ เวลาใครขอพอร์ตจะเห็นว่าเราทำอะไรมาบ้าง

การพัฒาตัวเองเลยไม่ใช่การไปเทคคอร์สหรือเรียนเชิงเทคนิคอีกต่อไป เพราะเราเรียนมาหมดแล้ว จนไปสอนคนอื่นได้แล้ว สิ่งที่จะทำให้เราแตกต่าง คือประสบการณ์ที่หลากหลาย เรียนรู้นอกฟิวด์ของตัวเอง ได้รู้จักตัวเองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไปเรียนภาษาเกาหลี ทำให้เราสื่อสารเจรจาได้ดีขึ้น ไปเรียนปลูกต้นไม้ ทำให้เราเห็นมุมมองที่กว้างขึ้น

บริหารรายรับ จัดการรายจ่าย

ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างฟรีแลนซ์กับคนทำงานประจำ จุดหนึ่งน่าจะอยู่ที่การใช้เงิน

คนมีเงินเดือน อยากได้มือถือรุ่นใหม่ปุ๊บ รูปบัตรได้เลย หลังจากนั้นก็ผ่อนไป แต่เราไม่ได้ จะซื้ออะไรคิดเยอะมาก ถ้าจะผ่อน เดี๋ยวเดือนหน้างานไม่เข้า ไม่เอา ไม่จำเป็นไม่ผ่อน ไม่ใช้เงินในอนาคต ใช้ทำไม ไม่มีเงินคือไม่มีเงิน ไม่ต้องซื้อ ถ้าซื้อคือมีเงินพอแล้ว ซื้อด้วยเงินก้อน มันเป็นของเราทันที ไม่ใช่ใช้มาเป็นปี มันยังไม่ใช่ของเรา ใช้ๆ ไป อ้าว หาย ยังผ่อนไม่หมด

เรากำหนดเงินเดือนให้ตัวเอง เดือนละ 15,000 บาท ไม่ว่าจะได้มาเท่าไร จะใช้แค่นี้ ไม่ว่าอายุเท่าไรก็จะใช้เท่านี้  ที่เหลือเก็บ

ส่วนหนึ่งคิดว่าที่เป็นฟรีแลนซ์ได้เพราะมีวิธีใช้เงินแบบนี้ ชอบอยู่แบบจนๆ (หัวเราะ)

พบทางที่ใช่ และมุ่งหน้าไปต่อ

งานสอนเป็นสิ่งที่ค้นพบว่าเป็นสิ่งที่ชอบ

ตอนที่ต้องตัดสินใจว่าจะไปถ่ายงานศิลปินดัง ถ่ายแล้ว “กูดังแน่” งานเข้าอีกเยอะแน่ๆ กับไปสอนนักศึกษาที่ไม่รู้ว่าทำได้ไหม จะชอบหรือเปล่า ก็เลือกไปลองสอนหนังสือ

แต่สิ่งที่ได้ มองว่าคุ้มค่ามาก เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น เฮ้ย พูดอยู่คนเดียวทั้งชั่วโมงก็ทำได้ด้วย แล้วสนุก ชอบความรู้สึกของการแชร์ประสบการณ์ ชอบที่ทำให้คนเรียนรักการถ่ายรูป และรู้วิธีที่จะถ่ายรูป  ได้เจอนักศึกษามีความสนใจหลากหลาย เราเองต้องรู้ให้กว้างขึ้น อยากเป็นครูที่คุยกับเด็กได้ทุกเรื่อง แล้วเป็นครูยุคนี้ ไม่รู้คือไม่รู้ บอกเด็กไปเลยว่าไม่รู้ อย่าฝืน เราสนุกที่ได้เรียนรู้ไปกับเด็ก

ถึงตอนนี้คิดว่าเลยจุดที่จะรับงานทุกอย่างมาแล้ว เลือกรับงานที่สเกลใหญ่ขึ้น ออกข้างนอกน้อยลง นั่งโต๊ะมากขึ้น ได้เงินมากขึ้น (หัวเราะ) อยากเพิ่มน้ำหนักงานการสอนเพิ่มขึ้น แต่การมีโอกาสเข้าไปสอนไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งเราไม่ได้ยึดติดว่าต้องเป็นมหาวิทยาลัย ในอนาคต มหาวิทยาลัยอาจไม่ใช่แหล่งเรียนรู้ก็ได้ เราก็ค่อยๆ หาประสบการณ์ไปเรื่อยๆ

More
articles