อนาคตแห่งการทำงาน (THE FUTURE OF WORK) เมื่อทุกอย่างไม่เหมือนเดิม

Date

เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะมองจากมิติไหนๆ เทคโนโลยี การศึกษา สังคมหรือเศรษฐกิจ มิติเหล่านี้บางมิติเปลี่ยนเร็วแค่ชั่วข้ามคืนหรือที่เรียกกันว่า disruption บางมิติค่อยๆ ซึมซับเรื่องใหม่ๆ ค่อยๆ ปรับค่อยๆ เปลี่ยนโดยใช้ระยะเวลาที่ยาวนานกว่าหรือที่เรียกกันว่า change หรือ transform

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะ change, transform หรือ disruption ก็มีอิทธิพลที่หนีไม่พ้นต่อระบบนิเวศน์ของงาน และตัวคนทำงานอย่างแน่นอน Your HR จึงอยากมาเล่าให้ฟังเรื่องอนาคตของงาน การเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่กำลังเกิดขึ้น หรือจะเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้จะเป็นยังไงบ้างต่อรูปแบบของงาน การทำงาน และคนทำงาน

จริงๆ แล้วจะใช้คำว่า “อนาคต” ก็คงไม่ถูกต้องเท่าไหร่นัก เพราะสิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นแล้วเป็นแบบ The future is now เสียมากกว่า เล่าให้ฟังในฐานะคนเคยทำงานแบบที่ต้องมีการวางแผนงานประจำปี เมื่อก่อนมีแผนระยะสั้น 1-2 ปี แผนระยะกลางก็ประมาณ 3-5 ปี และแผนระยะยาวก็แล้วแต่ลักษณะของอุตสาหกรรม บางที่ก็เป็นแผนระยะ 10 ปีก็มี แต่ด้วยสภาพการณ์ในปัจจุบัน Your HR บอกได้เลยว่า การทำแผนระยะยาวจะไม่สามารถตอบโจทย์ธุรกิจได้ทันเท่ากับแผนระยะสั้น หรือแม้กระทั่งแผนระยะกลางเองก็ตามยังต้องมีการทบทวนกันเป็นระยะเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงด้วย

แล้วปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นตัวผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จริงๆ คือปัจจัยเหล่านี้เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว และแน่นอนว่า COVID-19 ก็เข้ามาเป็นตัวเร่งให้การเปลี่ยนแปลงเกิดเร็วขึ้นด้วย โดยผลักดันให้เกิดรูปแบบการทำงานและการจ้างงานใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ทั้งของลูกจ้าง นายจ้าง และธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความอยู่รอดของธุรกิจ ความสุขในการทำงานของลูกจ้าง หรือต้นทุน/กำไรในการดำเนินธุรกิจของนายจ้าง ตัวอย่างเช่น

การใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือแม้กระทั่งหุ่นยนต์ (Robot) เข้ามาทำงานร่วมกับคนเพื่อเพิ่มระดับประสิทธิภาพการทำงานขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบหรือกระบวนการทำงาน รวมถึงทักษะในการทำงานหลายๆ อย่าง

รูปแบบการดำเนินชีวิตในวัยทำงานของคนรุ่นใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากคนรุ่นก่อนๆ คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่ารอบด้านมากกว่าการทุ่มเททำงานอย่างหนักแล้วค่อยไปพักผ่อนตอนเกษียณอายุ คนรุ่นใหม่มองหาการทำงานที่ตอบโจทย์ชีวิตมากกว่า อย่างเช่น งานที่เปิดโอกาสให้สามารถจัดการเวลาทำงานได้ด้วยตนเองทั้งการเข้าทำงาน สถานที่ทำงาน หรือแม้กระทั่งการส่งผลงานโดยที่ไม่ต้องมีผู้บังคับบัญชามากำกับตรวจสอบ ซึ่งเราจะเริ่มเห็นได้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการ HR คือ คนรุ่นใหม่จะมีเป้าหมายในการเกษียณตั้งแต่อายุยังน้อย มุ่งหาอิสระทางการเงินให้ได้เร็วกว่าคนรุ่นก่อนๆ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอย่างเสรีมากขึ้นกว่าการที่ต้องทำงานประจำไปจนครบอายุเกษียณของหน่วยงาน

ระบบเศรฐกิจแบบ GIG Economy ที่ส่งเสริมให้เกิดการทำงานแบบพาร์ทไทม์ (Part-time employment) แบบชั่วคราว หรืองานอิสระ (Freelance) แม้กระทั่งการทำงานแบบสัญญาจ้างโครงการ (Project-based employment) ตลอดจนการทำงานแบบมีระยะเวลาแน่นอน (fixed term employment) เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะส่งเสริมความยืดหยุ่น (Employment Flexibility) ทั้งเรื่องการจ้างงานของฝั่งนายจ้าง และเรื่องการทำงานของฝั่งลูกจ้าง

อิทธิพลจากปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการทำงาน การจ้างงาน หรือแม้กระทั่งตัวงาน ตลอดจนคนทำงานเองก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน Your HR ยกตัวอย่างด้านล่างให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างแล้วในวงการการทำงานหรือการจ้างงาน

Remote Work หรือ Work from everywhere จะมีสัดส่วนมากขึ้น สำนักงานที่เป็นหลักแหล่งจะลดความจำเป็นลง เมื่อเทคโนโลยีการทำงานพัฒนาถึงขีดสุด การทำงานจากที่แห่งไหนก็ได้ในโลกจะเข้ามามีบทบาทมากกว่าการทำงานตามสำนักงาน ช่วง lockdown ระหว่างการระบาดของ COVID-19 เราก็เห็นกันว่าการ work from home ก็มีประสิทธิภาพไม่แพ้การทำงานที่สำนักงาน และนั่นเป็นที่มาให้หลายๆหน่วยงานเริ่มทบทวนรูปแบบการทำงานให้ยืดหยุ่นมากขึ้น และยังช่วยให้หน่วยงานสามารถปรับลดค่าใช้จ่ายที่เป็น fix-cost facilities ลงได้ในระยะยาวอีกด้วย

STEM jobs และ Health Science ยังเป็นงานที่ได้รับความนิยม งานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และการคิดเป็นระบบแบบคณิตศาสตร์ยังคงเป็นพื้นฐานที่ทุกอุตสาหกรรมต้องการ เพิ่มเติมอีกนิดคืองานด้วยวิทยาศาสตร์สุขภาพก็ยังคงไปต่อแบบสวยๆ เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงและสุขภาพยังคงเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ใส่ใจให้ความสำคัญ ประกอบกับจำนวนประชากรสูงอายุที่มากขึ้นทำให้ความต้องการบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพยังคงเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง

เมื่อมีงานที่ไปต่อได้ ก็ต้องมีงานที่ไปต่อไม่ไหวด้วยเหมือนกัน งานหลายๆชนิดจะลดลงไปเรื่อยๆ จนหายไปในที่สุด เนื่องมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีรวมถึงการนำเอาระบบอัตโนติต่างๆ เข้ามาปรับปรุงรูปแบบและวิธีการทำงาน ตัวอย่างของงานเหล่านี้เช่น งานด้านเอกสาร งาน admin/office support งาน warehouse load/unload เป็นต้น

Competency-based employment การจ้างงานจะเน้นไปที่การจ้างทักษะที่ต้องการในการปฏิบัติงานมากกว่าการจ้างตามระดับหรือประวัติการศึกษา (Education Background) รูปแบบการจ้างงานแบบนี้ส่งเสริมให้เกิดความยืดหยุ่นในการจ้างงานของนายจ้าง รวมถึงลดระยะเวลาและภาระต้นทุนทางการบริหารคนในระยะยาว อย่างเช่น การพัฒนา/อบรม การปรับเงินเดือน ฯลฯ เพราะมุ่งจ้างคนที่มีทักษะพร้อมปฏิบัติงานได้ทันที ซึ่งจุดนี้เองที่ Freelance หรือ Part time employment เข้ามาตอบโจทย์ได้ดี ต่อเนื่องไปอีกก็คือ คนที่มีทักษะหลายด้าน (Multipotentialite) จึงเป็นที่ต้องการมากขึ้น เพราะมีความพิเศษที่สามารถปฏิบัติงานได้หลากหลาย รวมถึงพัฒนาระดับทักษะทางวิชาชีพได้มากกว่าคนทั่วไปที่มีทักษะหรือความชำนาญเพียงด้านเดียว

เมื่อการจ้างงานมุ่งเน้นไปที่การจ้างทักษะให้สามารถตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงหรือความรวดเร็วในการแข่งขันได้ของธุรกิจ ก็ทำให้รูปแบบการจ้างงานเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย การจ้างงานแบบ long term หรือ permanent employment จะลดลงไป ขณะที่การจ้างงานแบบ Contingency employment จะเข้ามาแทนที่เพราะให้ความยืดหยุ่นที่มากกว่าสำหรับนายจ้างและตัวลูกจ้างเอง โดยที่การบริหารแบบนี้จะทำให้สัดส่วนพนักงานเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย พนักงาน part-time หรือ พนักงานตามโครงการ (contract employee) จะเพิ่มมากขึ้น โดยที่พนักงาน full time หรือ พนักงานถาวร (permanent employee) จะคงที่หรือลดลงไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ส่งผลถึงการบริหารจัดการนโยบายและแนวปฏิบัติต่างๆ ของ HR ด้วยแน่นอน

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นมิติใหม่ของการทำงานที่เกิดขึ้นแล้วทั้งในและต่างประเทศ เกิดขึ้นในทุกภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจและสังคม ผลกระทบดังกล่าวเกิดกับการจ้างงานทั้งในภาคเอกชน ภาครัฐบาล หรือรัฐวิสาหกิจ ไม่เว้นแม้กระทั่ง SMEs เล็กๆ ซึ่งหลายๆ หน่วยงาน หลายๆ องค์กรก็เริ่มขยับปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดและไปต่อได้ ตลอดจนเพื่อให้แข่งขันได้ในทุกสถานการณ์

More
articles